Research

ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา


  ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา

     ในสภาวะปกติบริเวณเส้นศูนย์สูตรของโลกเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ลมสินค้าตะวันออก (Eastery trade winds) จะพัดจากประเทศเปรูชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ไปทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วยกตัวขึ้นบริเวณเหนือประเทศอินโดนีเซีย ทำให้มีฝนตกมากในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และทวีปออสเตรเลียตอนเหนือ ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกระแสลมสินค้าตะวันออกอ่อนกำลัง กระแสลมพื้นผิวเปลี่ยนทิศทาง พัดจากประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลียตอนเหนือไปทางตะวันออก แล้วยกตัวขึ้นเหนือชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ก่อให้เกิดฝนตกหนักและแผ่นดินถล่มในประเทศเปรูและเอกวาดอร์ ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ “ลานีญา” เป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะตรงข้ามกับเอลนีโญ คือมีลักษณะคล้ายคลึงกับสภาวะปกติแต่รุนแรงกว่า กล่าวคือ กระแสลมสินค้าตะวันออกมีกำลังแรง ทำให้ระดับน้ำทะเลบริเวณทางซีกตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าสภาวะปกติ ลมสินค้ายกตัวเหนือประเทศอินโดนีเซีย ทำให้เกิดฝนตกอย่างหนัก ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาเกิดจากความผกผันของกระแสอากาศโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตรเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน (http://www.lesa.biz/earth/hydrosphere/elnino) ดัชนีที่ใช้บ่งบอกถึงการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญหรือลานีญาคือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปรกติ (เอลนีโญ) และต่ำกว่าปกติ (ลานีญา) ไม่ว่าจะทางตะวันออกหรือตอนกลางของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร อุณหภูมิแตกต่างกว่าปกติมากเท่าไร ปรากฏการณ์ยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น ในรูปที่ 1 แสดงให้เห็นความต่างระดับของน้ำทะเลบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกขณะที่เกิดลานีญาและเอลนีโญ อาจกล่าวสรุปอย่างกว้างๆ ได้ว่า ผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้เกิดฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้และเกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทั่วไปการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญจะปรากฏเป็นวัฏจักร โดยเอลนีโญที่มีขนาดกลางหรือรุนแรงจะเกิดขึ้นโดยเฉลี่ย 5-6 ปีต่อครั้ง ในทางกลับกันการเกิดปรากฏการณ์ลานีญาทำให้เกิดความแห้งแล้งทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้และเกิดฝนตกหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีวัฏจักรการเกิดปรากฏการณ์ลานีญาโดยเฉลี่ย 5-6 ปีต่อครั้ง

รูปที่ 1 ระดับของน้ำทะเลบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกในสภาวะปกติ ขณะที่เกิดลานีญาและเอลนีโญ สีขาวแสดงระดับน้ำซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 14 เซนติเมตร สีม่วงหรือสีเข้มแสดงระดับน้ำซึ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ -18 เซนติเมตร

(ที่มา : http://www.lesa.biz/earth/hydrosphere/elnino)

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ศึกษาผลกระทบของการเกิดเอลนีโญและลานีญาต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนและอุณหภูมิในประเทศไทย ซึ่งสามารถสรุปได้กว้าง ๆ ว่าหากเกิดเอลนีโญ ปริมาณฝนของประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าปกติ โดยเฉพาะฤดูร้อนและต้นฤดูฝน ในขณะที่อุณหภูมิของอากาศจะสูงกว่าปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เอลนีโญมีขนาดรุนแรงผลกระทบดังกล่าวจะชัดเจนมากขึ้น (http://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=17) ซึ่งตรงกันข้ามกับการเกิดปรากฏการณ์ลานีญาซึ่งจะทำให้ปริมาณฝนในประเทศไทยส่วนใหญ่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติโดยฉพาะช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝน (http://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=18) และพบว่าในช่วงกลางและปลายฤดูฝน ลานีญามีผลกระทบต่อสภาวะฝนของประเทศไทยไม่ชัดเจน สำหรับอุณหภูมิพบว่าลานีญามีผลกระทบต่ออุณหภูมิในประเทศไทยชัดเจนกว่าฝน โดยทุกภาคของประเทศไทยมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติทุกฤดู และพบว่าลานีญาที่มีขนาดปานกลางถึงรุนแรงส่งผลให้ปริมาณฝนของประเทศไทยสูงกว่าปกติมากขึ้น ขณะที่อุณหภูมิต่ำกว่าปกติมากขึ้น จากผลการศึกษาดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า สำหรับประเทศไทย การเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อให้เกิดปัญหาภัยแล้งซึ่งตรงกันข้ามกับการเกิดปรากฏการณ์ลานีญาจะก่อให้เกิดปัญหาอุทกภัยขึ้นได้ ทั้งนี้ขนาดความรุนแรงของภัยจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญหรือลานีญา เช่น ในปี พ.ศ. 2554 อยู่ในช่วงปรากฏการณ์ลานีญาที่มีระดับรุนแรงส่งผลให้ประเทศไทยฝนตกมากกว่าปกติจนเกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งทางภาคการเกษตร อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคส่วนอื่นอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท ตัวอย่างภาพเหตุการณ์น้ำท่วมปี พ.ศ. 2554 แสดงในรูปที่ 2

รูปที่ 2 ภาพเหตุการณ์น้ำท่วมปี พ.ศ. 2554

อาจารย์วลัยรัตน์ บุญไทย

ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

 

<< ย้อนกลับ