Research

วิวัฒนาการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ตอนที่ 2


ผศ.ดร.โชคชัย แสงดาว  
อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม ​ 
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร  
26 สิงหาคม 2557  

1. กล่าวนำ
     ตอนที่ 1 ได้ทำความรู้จักกับความหมายของคำว่า “โทรศัพท์เคลื่อนที่ และวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่” มาพอสมควรแล้ว ต่อไปจะได้กล่าวถึงความเป็นมาของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยที่ผ่านมาในอดีตกว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งได้มีการพัฒนาระบบเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการสื่อสารเฉพาะเสียงสนทนาในรูปแบบสัญญาณแอนะลอก (Analog Signal) เพียงอย่างเดียว จนกระทั่งพัฒนามาเป็นการรับส่งข้อมูลต่างๆ ในรูปแบบดิจิทัล (Digital Signal) ซึ่งสามารถรับส่งสัญญาณกันได้ทั้งสัญญาณเสียง ตัวอักษร ข้อความ ภาพนิ่ง วิดีโอ และอินเทอร์เนต (Internet) บนเครือข่ายความเร็วสูงที่สามารถสนทนาแบบเห็นภาพในเวลาปัจจุบัน (Real Time) ไปพร้อมกันได้ ตอบสนองผู้ใช้บริการได้เป็นจำนวนมากขึ้น ทั้งแบบสถานีประจำที่ (Fixed Station) และสถานีเคลื่อนที่ (Mobile Station)  ได้ทุกที่ทุกเวลา ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การสื่อสารโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 4 (4th Generation : 4G) ซึ่งก่อนจะกล่าวถึงวิวัฒนาการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น จะขอกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของการใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยให้เห็นมุมมองกว้างๆเพื่อนำไปสู่วิวัฒนาการเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละยุคสมัยต่อไป   
     
2. ประวัติการสื่อสารระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย
     การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อประมาณเดือนกันยายน พ.ศ. 2529 โดยกรมไปรษณีย์โทรเลขได้อนุมัติคลื่นความถี่วิทยุให้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ดำเนินการธุรกิจให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยใช้ระบบ NMT (Nordic Mobile Telephone) ย่านความถี่ 450 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ซึ่งเป็นมาตรฐานจากกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย แต่ขณะนั้นย่านความถี่ 450 เมกะเฮิรตซ์ ในประเทศไทยโดยกรมไปรษณีย์โทรเลขได้จัดสรรให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐใช้ไปก่อนแล้ว จึงต้องพิจารณาจัดสรรให้ใช้ย่านความถี่ 470 เมกะเฮิรตซ์ ทดแทน ส่วนเครื่องลูกข่ายหรือตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่ในสมัยนั้นเป็นเครื่องที่ต้องติดตั้งกับยานพาหนะหรือเป็นลักษณะเครื่องหิ้ว (Portable Set) มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก และที่สำคัญราคาสูงมาก ดังแสดงในรูปที่ 1

รูปที่ 1 โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ NMT และ AMPS

     ต่อมาปี พ.ศ. 2530 บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการธุรกิจให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เช่นกัน ใช้ระบบ AMPS (Advanced Mobile Phone System) ย่านความถี่ 800 เมกะเฮิรตซ์ มาตรฐานจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นจะมีขนาดเล็ก สะดวกต่อการพกพาทำให้มีผู้นิยมใช้บริการเพิ่มมากขึ้น แต่การประกอบกิจการของผู้ให้บริการทั้ง 2 รายนั้น ประสบปัญหาในเรื่องของงบประมาณ ความชำนาญด้านการตลาด รวมถึงเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคนั้นมีราคาแพง ผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย จึงได้แก้ปัญหาโดยเปิดโอกาสให้เอกชนได้มาร่วมกิจการภายใต้ระบบสัญญาสัมปทาน ผู้ได้รับสัมปทานจะเป็นผู้ลงทุนสร้างเครือข่ายทั้งหมดและโอนกรรมสิทธิเครือข่ายให้แก่ผู้ให้สัมปทาน (Build to Transfer : BTO) ผู้ได้รับสัมปทานเป็นเพียงผู้ได้สิทธิการให้บริการเท่านั้น ต่อมา บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้ระงับการให้บริการเครือข่ายระบบ NMT 470 เมกะเฮิรตซ์ และเปลี่ยนมาเป็นมาตรฐาน NMT 900 เมกะเฮิรตซ์ ทดแทน และได้ให้สัมปทานกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)  หรือ AIS ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ซึ่งขณะนั้นใช้เครื่องหมายการค้าคือ Cellular 900 มีระยะเวลาสัมปทาน 20 ปี สำหรับ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)  ได้ให้สัมปทานแก่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAC ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 มีระยะเวลา 27 ปี โดยใช้ระบบ AMPS 800 เมกะเฮิรตซ์ ใช้เครื่องหมายการค้า Worldphone 800 เมื่อเอกชนได้เข้ามาลงทุนและให้บริการก็สามารถขยายกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยได้สำเร็จ

     ช่วงระยะเวลาเริ่มต้นที่ถือกันว่าเป็นระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 1 นั้น การให้บริการมีปัญหาเกิดขึ้นมาก เช่น จำนวนเครือข่ายมีไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศไทย จึงไม่สามารถรองรับการใช้บริการของลูกค้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น คุณภาพเสียงสนทนาไม่ชัดเจน และระบบยังขาดความปลอดภัย สามารถถูกดักฟังการสนทนาได้ง่าย และยังมีการลักลอบนำข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ผู้อื่นไปใช้ เนื่องจากระระบบ NMT 900 เมกะเฮิรตซ์ และระบบ AMPS 800 เมกะเฮิรตซ์ เป็นระบบการรับส่งสัญญาณแบบแอนะลอก 

     ช่วงระยะเวลาถัดมามีการนำเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิทัลเข้ามาใช้งาน โดย AIS ได้เริ่มนำระบบ GSM (Global System for Mobile Communication) คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ มาบริการเมื่อ พ.ศ. 2537 สำหรับลูกค้าที่ชำระค่าบริการรายเดือน (Postpaid) ภายใต้เครื่องหมายการค้า GSM Advance ส่วน TAC ก็ได้ใช้ระบบ GSM 1800 เมกะเฮิรตซ์ ใช้เครื่องหมายการค้าคือ Worldphone 1800 ซึ่งการใช้งานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ถือเป็นการเข้าสู่ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 2 เมื่อระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถรองรับลูกค้าได้สูง ส่งผลให้ราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่มีราคาถูกลง ทำให้เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายขยายเครือข่ายกระจายไปทั่วประเทศได้ในที่สุด และเพื่อให้สามารถตอบสนองลูกค้าให้กับทุกกลุ่ม ผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย จึงนำระบบโทรศัพท์พร้อมใช้หรือจ่ายค่าบริการก่อนใช้บริการ (Prepaid) หรือ เรียกว่าแบบเติมเงิน มาให้บริการ โดย AIS ใช้เครื่องหมายการค้าคือ One-2-Call ส่วน TAC ใช้เครื่องหมายการค้าคือ Dprompt และเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าจาก Worldphone มาเป็น DTAC ในขณะเดียวกันนั้นโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบแอนะลอกได้ลดความนิยมลง ผู้ให้บริการจึงระงับการขยายเครือข่ายแบบแอนะลอก และย้ายลูกค้าให้มาใช้ระบบ GSM โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหมายเลขโทรศัพท์

     จากนั้นใน พ.ศ. 2544 ได้มีผู้ให้บริการรายใหม่คือ บริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ จำกัด หรือ TAO  ได้เริ่มเข้ามาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ GSM  ที่ใช้ย่านความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ โดยเปิดให้บริการทั้งในรูปแบบจ่ายรายเดือนและแบบเติมเงิน ใช้เครื่องหมายการค้าคือ Just Talk ช่วงเริ่มต้นที่ให้บริการนั้นมีปัญหาในเรื่องสัญญาณไม่ครอบคลุม ซึ่งก็ได้แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องจนมีจำนวนลูกค้ามากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังประสบปัญหาการขาดทุนจนบริษัทแม่ได้ถอนตัวโอนกิจการให้ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และปัจจุบันได้ใช้เครื่องหมายการค้าคือ True 

     พ.ศ. 2545 บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้ชื่อทางการค้าคือ ไทยโมบายน์ โดยเปิดให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ GSM 1900 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อรองรับลูกค้า 3 แสนเลขหมาย ซึ่งมีพื้นที่การให้บริการเฉพาะกรุงเทพมหานคร แต่ก็สามารถใช้งานในพื้นที่ต่างจังหวัดได้โดยใช้งานร่วมกับเครือข่ายของ AIS แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก ต้นปี พ.ศ. 2546 บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ให้สัมปทานแก่ บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส จำกัด ใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าคือ HUTCH เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA  (Code Division Multiple Access) ย่านความถี่ 800 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับเน้นบริการด้านข้อมูลและคุณภาพของสัญญาณที่ชัดเจน เริ่มต้นเปิดให้บริการครอบคลุม 26 จังหวัด ก่อนที่จะขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยปัจจุบันได้เน้นบริการอินเทอร์เนตบรอดแบรนด์ภายใต้ชื่อ Hutch MBI ซึ่งให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งในแบบจ่ายรายเดือนและแบบเติมเงิน และ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ยังได้เริ่มให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ CDMA ใช้ชื่อการค้าคือ CAT CDMA ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มเข้าสู่เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 โดยใช้มาตรฐาน CDMA2000 1xEV-DO ที่มีความสามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงถึง 2 เมกะบิตต่อวินาที โดยมีค่าเฉลี่ยความเร็วมากกว่า 700 กิโลบิตต่อวินาที ดังแสดงในรูปที่ 2

รูปที่ 2 เครื่องหมายการค้าของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย

     เมื่อผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ขยายเครือข่ายมากขึ้น สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้มาก คุณภาพของสัญญาดีขึ้น ทำให้มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2551-2556 ได้แสดงสัดส่วนระหว่างการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กับการใช้โทรศัพท์ประจำที่ ซึ่งมีผลทำให้การใช้โทรศัพท์ประจำที่ลงเป็นอย่างมาก ดังแสดงในตารางที่ 1.1 ส่วนตารางที่ 1.2 แสดงให้เห็นว่าจำนวนการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินมีความนิยมใช้มากกว่าแบบจ่ายรายเดือน และเนื่องจากเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งสามารถใช้อินเทอร์เนตบนเครื่องโทรศัพท์ได้ก็อาจปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ดังแสดงในตารางที่ 1.3 ซึ่งมีการเปิดใช้อินเทอร์เนตมากกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมด และมีแนวโน้มการคิดค่าบริการที่ถูกลง ดังแสดงในตารางที่ 1.4  

ตารางที่ 1.1 จำนวนเลขหมายและสัดส่วนจำนวนเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อจำนวนเลขหมายโทรศัพท์ประจำที่ พ.ศ. 2551 - 2556

ตารางที่ 1.2 จำนวนหมายเลขโทรศัพท์แบบชำระเงินรายเดือน และแบบเติมเงิน

ตารางที่ 1.3 สัดส่วนการเปิดใช้บริการอินเทอร์เนตของโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2551 – 2556*

*ปรับปรุงล่าสุด เมษายน 2556 เป็นการประมาณการถึงไตรมาสที่ 1

ตารางที่ 1.4 อัตราค่าบริการอินเทอร์เนตบรอดแบรนด์ พ.ศ. 2551 - 2556*

*ปรับปรุงล่าสุด เมษายน 2556 เป็นการประมาณการถึงไตรมาสที่ 1

3. สรุปผู้ให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
     ผู้ให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่รายแรกของประเทศไทย ได้ใช้ระบบ NMT 470 ปัจจุบันได้ปรับระบบนี้ไปใช้เป็นเครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะเคลื่อนที่ และใช้เป็นระบบโทรศัพท์เพื่อให้บริการแก่เขตนอกข่ายสายและถิ่นทุรกันดาร โดยใช้เป็นโทรศัพท์ประจำที่ติดตั้งภายในอาคารมีสายอากาศรับสัญญาณ และเมื่อ พ.ศ. 2551 ได้เริ่มให้บริการระบบ 3G โดยใช้ระบบเป็น CDMA 2001X บนเครือข่าย HSPA ใช้ย่านความถี่ 1,900 เมกะเฮิรตซ์ (ความถี่ไทยโมบายน์เดิม) และความถี่ 2,100 เมกะเฮิรตซ์ (ความถี่ทดลอง) ในชื่อเครื่องหมายการค้าคือ TOT 3G สำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
     เจ้าของเครือข่ายและให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครือข่ายระบบ 3G ที่ใช้เทคโนโลยี CDMA 2000 1x EV-DO ภายใต้ชื่อ "CAT CDMA" สำหรับบริการทางเสียงและ SMS ทั่วทั้ง 77 จังหวัด ส่วนบริการอินเทอร์เนตและสื่อสารข้อมูลใช้งานได้ 52 จังหวัด สำหรับอีกระบบที่ให้บริการคือระบบ 3G โดยใช้เทคโนโลยี HSPA ย่านความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์  ใช้เครื่องหมายการค้าคือ "มาย" (My) ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2555 ปัจจุบันนี้ได้ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
     ผู้ได้รับสัมปทานจาก บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการระบบ NMT 900 ในชื่อทางการค้าคือ Cellular 900 (ยกเลิกการให้บริการแล้ว) ปัจจุบันให้บริการระบบ GSM ใช้ย่านความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์  ภายใต้ชื่อ GSM Advance และ One-2-Call GSM Advance และ One-2-Call ให้บริการทางเสียง และสื่อสารข้อมูลครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด โดยเป็นระบบ 3G ด้วยเทคโนโลยี HSPA ปัจจุบันได้ทดลองให้บริการอินเทอร์เนตและสื่อสารข้อมูลระบบ 4G ซึ่งใช้เทคโนโลยี LTE ย่านความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ แบบ Time Division Duplex (TDD) โดยใช้ความกว้างแถบคลื่นพาห์ (Bandwidth) 20 เมกะเฮิรตซ์ ทดสอบการให้บริการบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูง (BWA) ร่วมกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มีสถานีฐานทั้งหมด 20 แห่งในกรุงเทพฯ (บริเวณถนนพระรามที่ 1) ตั้งแต่หน้ามาบุญครองถึงเซ็นทรัลเวิลด์รวมถึงบริเวณแจ้งวัฒนะในพื้นที่กระทรวงไอซีที ศูนย์ราชการ และสำนักงานทีโอที

บริษัท ดิจิทัลโฟน จำกัด หรือ ดีพีซี
     
ผู้ได้รับสัมปทานจาก บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดย บริษัท ดิจิทัลโฟน จำกัด ซึ่งเป็นเครือข่ายในชื่อการค้า Hello เดิม) ใช้เครือข่ายในระบบ GSM ย่านความถี่ 1,800 เมกะเฮิรตซ์ แบบ Frequency Division Duplex (FDD) มีความกว้างแถบคลื่นพาห์ 10 เมกะเฮิรตซ์ ใช้ชื่อทางการค้าใหม่คือ GSM 1800 เปิดให้บริการทางเสียงและสื่อสารข้อมูลบนเทคโนโลยี EDGE/GPRS ปัจจุบันทดลองให้บริการอินเทอร์เนตและสื่อสารข้อมูล 4G บนเทคโนโลยี LTE ร่วมกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) มีสถานีฐานทั้งหมด 8 แห่ง ทดสอบบริเวณมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) 
     ผู้ได้รับสัมปทานจาก บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการระบบ AMPS 800 Band-B  ใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าคือ Wordphone 800 (ปัจจุบันยกเลิกการให้บริการแล้ว) รับสัมปทานให้บริการระบบ GSM บนความถี่ 1,800 เมกะเฮิรตซ์ ภายใต้ชื่อ Wordphone 1800 ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น "ดีแทค" (DTAC) ในระบบจ่ายรายเดือนและ "แฮปปี้" (Happy) ในระบบเติมเงิน ดีแทคให้บริการทางเสียงและสื่อสารข้อมูลครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด บนเทคโนโลยี EDGE/GPRS และ 3G บนเทคโนโลยี HSPA ความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์  ปัจจุบันกำลังทดลองให้บริการอินเทอร์เนตและสื่อสารข้อมูล 4G บนเทคโนโลยี LTE

บริษัท ทรู มูฟ จำกัด 
     ผู้ได้รับสัมปทานให้บริการระบบ GSM บนความถี่ 1,800 เมกะเฮิรตซ์  จากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ให้บริการ 3G บนเครือข่าย HSPA ความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ในบริเวณบางพื้นที่ของกรุงเทพ พัทยา เชียงใหม่ และภูเก็ต สัมปทานสิ้นสุดเมื่อปี พ.ศ. 2556

บริษัท เรียล มูฟ จำกัด
     ผู้ขายต่อบริการ (Reseller) ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ HSPA ในความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ และบริการ 3G ใช้ชื่อทางการค้าคือ ทรูมูฟ เอช (Truemove H) ให้บริการทางเสียงและสื่อสารข้อมูลครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด

บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด
     ตัวแทนผู้ให้บริการด้านการตลาดของ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA 20001x ในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ และ 25 จังหวัด ภายใต้เครื่องหมายการค้า ฮัทช์ (HUTCH) ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2553 กลุ่มทรูคอร์ปอเรชั่น โดยบริษัท เรียล มูฟ จำกัด และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ได้เข้าซื้อกิจการและเครือข่าย ของบริษัท ฮัทชิสัน ไวร์เลส มัลติมีเดีย โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือ HWMH และ บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด หรือ BFKT เพื่อดำเนินกิจการต่อ  

บริษัท ไทย โมบาย จำกัด
     บริษัทที่ก่อตั้งโดยการลงทุนร่วมกันระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการระบบ GSM ย่านความถี่ 1,900 เมกะเฮิรตซ์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการให้บริการ ต่อมาบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้ทำการซื้อหุ้นจาก บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กลับมาทั้งหมด เพื่อต้องการให้ได้สิทธิ์ในการบริหารและสิทธิ์การให้บริการ เพื่อนำความถี่ 1,900 เมกะเฮิรตซ์ มาใช้สำหรับระบบ 3G (ปัจจุบันได้ให้บริการระบบ 3G ในความถี่นี้แล้วและได้ยกเลิกระบบ GSM 1900 ในระบบ 2.75G) ดังแสดงในตารางที่ 1.5 และ 1.6

ตารางที่ 1.5 ข้อมูลการให้บริการของผู้ให้บริการก่อนการประมูล 3G

ตารางที่ 1.6 ข้อมูลการให้บริการของผู้ให้บริการหลังการประมูล 3G

<< ย้อนกลับ