Research

เทคนิคการสอนเพื่อให้นักศึกษาพัฒนาความคิด


รองศาสตราจารย์ ดร. อธิคม ฤกษบุตร  
รองอธิการบดีและคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ​ 
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร  
30 มิถุนายน 2557  

     เชื่อว่าอาจารย์แต่ละท่านที่มีประสบการณ์การสอนมาสักระยะหนึ่ง คงมีเทคนิคการสอนที่อาจแตกต่างหรือเหมือนกันเพื่อช่วยให้นักศึกษาเกิดพัฒนาการทางความคิด ซึ่งถือเป็นการสอนที่เกิดผลสัมฤทธิ์กับนักศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับผมแล้ว หลังจากที่ลองผิดลองถูก และพยายามอ่านตำราการสอนต่าง ๆ (ส่วนใหญ่อ่านแล้วหลับทุกที) ผมก็ได้แนวทางปฏิบัติสำหรับตัวเอง โดยยึดหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นแนวดำเนินการในการสร้างเทคนิคการสอนเพื่อให้นักศึกษาพัฒนาความคิดหรือรู้จักคิด !!

     (1) เข้าใจเป็นสิ่งแรกที่ผู้สอนจะต้องเข้าใจลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของนักศึกษา ซึ่งแน่นอนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไปตามยุคสมัย โดยทั่วไป นักศึกษาที่อยู่ในวัยรุ่นจะไม่ชอบอะไรที่จำเจ และชอบความตื่นเต้นดึงดูด ดังนั้น ผู้สอนอาจนำเทคนิค 10 minutes ruleมาประยุกต์ใช้ กล่าวคือ อาจารย์ไม่ควรทำการสอนในลักษณะเดียวเกินกว่า 10 นาที (เพราะเด็กจะเบื่อและมีความสนใจลดลง) ดังนั้น ในช่วงอันยาวนาน (เด็กมักจะคิดอย่างนั้น) ที่ทำการสอน อาจารย์ควรใช้เทคนิคการพูดบรรยาย สลับกับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การยกตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับการนำความรู้ไปใช้ในวิชาชีพ การสาธิตประกอบอุปกรณ์หรือเครื่องมือ การอธิบายด้วยสไลด์ power point (ที่มีสีสรรสวยงามชวนดู) การเขียนบรรยายบน overhead projector การถาม-ตอบเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ (แล้วอย่าลืมเฉลยคำตอบที่ถูกต้องด้วยในทันที) การฉาย VDO clip ฯลฯ ทั้งนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบข้างต้นทุกช่วงเวลาไม่เกิน 10 นาที หากใช้ทุกรูปแบบครบก็สามารถวนกลับมาใช้รูปแบบซ้ำได้อีก แต่อาจสลับอันดับกันใหม่ เป็นต้น เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนสิ้นสุดการสอนในแต่ละคาบ ซึ่งหลักการนี้ได้มาจากผลวิจัยเกี่ยวกับการรับรู้ของสมองมนุษย์ที่จะให้ความสนใจสิ่งต่าง ๆ มากสุดในช่วง 10 นาทีแรก ที่สำคัญอาจารย์ต้อง “เข้าใจ” กลไกการทำงานของสมองที่เกิดจาก สมองซีกซ้าย (เกี่ยวกับการคิดคำนวณ การใช้ภาษา ความมีเหตุผลและตรรกศาสตร์) และสมองซีกขวา (เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก ความสุนทรีย์ ความไม่มีเหตุผล ความคิดทางศิลปะ) ซึ่งคนที่ฉลาดมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ดี ๆ ต้องเป็นผู้ที่ใช้สมองซีกซ้ายและซีกขวาอย่างสมดุลย์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่การใช้กฎ 10 minutes rule ต้องมีการแทรกกิจกรรมบันเทิงหรือหักมุมวิชาการเพื่อช่วยให้สมองซีกขวาทำงานไปพร้อมกับสมองซีกขวาที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับวิชาการ

     (2) เข้าถึงหมายถึง ผู้สอนหรืออาจารย์ต้องทำให้นักศึกษารู้สึกว่ามีช่องว่างระหว่างเด็กกับอาจารย์น้อยหรือไม่มี (แต่ยังคงให้ความเคารพนับถืออยู่) เพื่อทำให้เด็กเปิดใจพร้อมรับรู้สิ่งใหม่จากอาจารย์โดยธรรมชาติ(อย่างไม่รู้ตัว) ดังนั้น อาจารย์ผู้สอนที่ใจดีหรือมีเทคนิคการสอนที่ดึงดูดผู้เรียนก็จะเข้าถึงและเป็นขวัญใจของนักศึกษาได้โดยไม่ยาก เทคนิคหนึ่งที่อาจใช้ได้ก็คือ อาจารย์ต้องสวมวิญญาณศิลปิน(แม้จะสอนวิชาการก็ตาม)ในขณะสอน เช่น ต้องใช้ภาษามือหรือท่าทางประกอบคำบรรยาย มีการพูดบรรยายที่ห้ามใช้โทนเสียงเดียวกันหรือราบเรียบแต่จะต้องมีการเน้นน้ำเสียง(Tone)หนักเบา เว้นจังหวะ เร่งจังหวะ ยืดจังหวะ ในการพูดบรรยาย เหมือนการเล่านิทาน อนึ่ง บุคลิกภาพของอาจารย์ขณะทำการสอนก็เป็นสิ่งสำคัญ อาจารย์ควรฝึกฝนการสร้างบุคลิกที่ดึงดูดผู้ฟัง มีอารมณ์ขัน มีการพูดเชื่อมโยงเนื้อหาวิชาการกับบริบทของเหตุการณ์ในปัจจุบัน เหล่านนี้ ล้วนเป็นเทคนิคการ “เข้าถึง” เพื่อทำให้นักศึกษารู้สึกสบายใจ(ไม่อึดอัด) ในขณะที่นั้งเรียนกับอาจารย์ ที่สำคัญ อาจารย์ต้องไม่ทำให้นักศึกษารู้สึกอายในขณะเรียน เช่น เมื่อมีการตั้งคำถาม แต่นักศึกษาตอบผิด ต้องยิ้มแย้มและห้ามพูดว่า “ผิด” เด็ดขาด แต่อาจเล่นคำเป็น “เกือบถูก” “อีกนิดเดียวน่าจะถูกต้องแล้ว” เหล่านี้ก็จะทำให้นักศึกษากล้าที่จะแสดงความคิด เพราะไม่ต้องระแวงว่าจะถูกทำโทษ(ทางวาจา)เมื่อตอบผิด

     (3) พัฒนา เป็นหัวใจสำคัญที่อาจารย์ต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เช่น หมั่นฝึกฝนทักษะการสอนรูปแบบต่าง ๆ หาความความรู้และแนวทางใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาเทคนิคการสอนของตน สนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์ที่สอนเก่งหรือมีประสบการณ์มาก เปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ เป็นต้น ที่สำคัญผู้สอนต้องมี วิญญาณของความเป็นครูคือมิใช่จะเน้นที่การให้ความรู้ในรายวิชาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูแลเอาใจใส่นักศึกษาในทุกมิติ หลายคนอาจคิดว่า Professsor ดัง ๆ ของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ อาจมุ่งเน้นที่งานวิจัยโดยใส่ใจการสอนและดูแลเอาใจใส่เด็กน้อย ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง Professor ชื่อดังในต่างประเทศหลายท่าน ล้วนมีวิญญาณของความเป็นครูอยู่ใน DNA แทบทั้งสิ้น ถ้าไม่เชื่อขอแนะนำให้ไปอ่านหนังสือเรื่อง “The Last Lecture – การบรรยายครั้งสุดท้าย” ซึ่งเป็นหนังสือขายดี (Best Seller) ในช่วงปี ค.ศ. 2008 หนังสือดังกล่าวเป็นการเรียบเรียงปาฐกฐาของ ศาสตราจารย์ แรนดี้ พัลส์ จากมหาวิทยาลัยคาเนกี้ ซึ่งได้ลาออกจากการเป็นอาจารย์ในสาขา computer Science หลังจากพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

     คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนการสอน และ การพัฒนาศักยภาพในการสอนให้กับอาจารย์ผู้สอน ทั้งนี้เราเชื่อว่า การสอนแบบ face to face ยังคงเป็นการสอนแบบคลาสสิคที่มีประสิทธิภาพและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียนได้ดีที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้มากหรือน้อย ล้วนมีปัจจัยมาจากคุณภาพและศักยภาพของผู้สอนเป็นสำคั

 

<< ย้อนกลับ