Research

บันทึกแห่งสำนึกพสกนิกรของในหลวง


อาจารย์คันธพจน์ ศรีสถิตย์​  
อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ​ 
หัวหน้ากลุ่มวิจัย C3ATIP ​ 
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร  
31 ตุลาคม 2559  

       ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายคันธพจน์ ศรีสถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เขียนบันทึกเกี่ยวกับการร่วมพิธีถวายความอาลัยของพสกนิกรชาวไทย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยคำสื่อสารต่างๆ ในบันทึกฉบับนี้จะเป็นถ้อยคำแบบสามัญชน ดังนี้

       วันที่ ๑๒-๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ ผมขออนุญาตมหาวิทยาลัย เพื่อเข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตร “เทคโนโลยีกระบวนการหล่อความดันสูง” ที่จัดโดยสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย และในช่วงสองวันนี้ บนโลกโซเชียลมีข่าวที่พูดถึงพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในทำนองที่คนไทยไม่อยากได้ยินมากมาย ก่อนหน้านั้นไม่นาน หลายท่านจะเห็นแถลงการณ์จากสำนักพระราชวังฉบับที่ ๓๗-๓๘ รวมถึงการเผยแพร่บทสวดโพชฌงค์ ๗ (หรือโพชฌังคปริตร) เพื่อให้พระองค์ทรงหายจากพระประชวร นั่นก็นับเป็นสัญญาณไม่ค่อยดีนัก จนกระทั่งคืนวันที่ ๑๒ ตุลาคม ผมได้แต่งและเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ในเฟซบุ๊กของผมใหม่ เป็นกรอบสีชมพูข้อความสั้นๆ ว่า “ผมรักในหลวง” แล้วผมก็ตัดสินใจปิดโสตการรับรู้ของผมทั้งหมด โดยตัดขาดจากโลกโซเชียล และพยายามข่มตาหลับ นับเป็นวันที่ผมล้มตัวลงนอนเร็วที่สุดในรอบ ๒ ทศวรรษ แต่เป็นการนอนที่ “ขาดคุณภาพ” เพราะผมหลับไม่สนิทเลย จิตใจมันเต็มไปด้วยความวิตกกังวล กระสับกระส่าย เหนื่อยล้า ว้าวุ่นต่างๆ นานา ถ้าในกลุ่มของนักวิปัสสนา ก็จะเรียกอาการแบบนี้ว่า “สอบตก” เมื่อผมนอนไม่หลับจึงลุกขึ้นมากลางดึก และกลับสู่โลกโซเชียลอีกครั้ง แต่พยายามพุ่งความสนใจไปที่พระราชกรณียกิจ จนกระทั่งฟ้าสาง เมื่อผมทำภารกิจเสร็จ ก็ออกเดินทางสู่ห้องฝึกอบรมเป็นวันสุดท้าย ช่วงพักเบรกกาแฟรอบบ่าย ข่าวร้ายหนาแน่นขึ้นไปทุกกลุ่มไลน์และเฟซบุ๊ก เมื่อวานนี้ว่าเยอะมากแล้ว มาวันนี้หลายเท่าทวีคูณ จนผมรู้สึกได้ และคาดว่าท่านอื่นๆ ก็คงรับรู้ไม่ต่างกันนัก ตกเย็นหลังจากฝึกอบรมเสร็จ ผมกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่มาฝึกอบรมด้วยกัน ก็แวะทานอาหารเย็นที่แถวๆ อุดมสุข รอบนี้ข่าวโหมหนักขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีข่าวปิดการลงนามถวายพระพร รวมทั้งข่าวแพทย์ พยาบาล บุคลากรของโรงพยาบาลศิริราช และประชาชนร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมกับข่าวที่นายกรัฐมนตรีจะมีประกาศในเวลา ๓ ทุ่ม

       ขณะที่ผมนั่งรถแท็กซี่เดินทางกลับ เวลาประมาณเกือบๆ ๑ ทุ่ม จู่ๆ ผมก็บอกพี่คนขับรถแท็กซี่ว่า ให้ช่วยเปิดวิทยุให้ฟังหน่อย และทันทีที่เปิด ก็มีประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ห้วงเวลานั้น บรรยากาศในรถนิ่งเงียบงันไปครู่หนึ่ง ราวกับว่าไม่มีคนอยู่ สักพักพี่คนขับรถแท็กซี่ก็พูดขึ้น ผมได้ยินเสียงว่ามีคนพูดขัดจังหวะความเงียบไป แต่ผมหูผมฟังไม่ได้ศัพท์แล้ว เพราะมันอื้อตึงไปหมด ใจสั่นระริก มือไม้อ่อนแรง เหนื่อยล้าจับจิต หัวใจหล่นวูบ น้ำตาไหลพราก ยกมือประนมท่วมหัว พี่คนขับรถแท็กซี่พูดอีกครั้งว่า “พ่อของผมท่านรักในหลวงมาก ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าท่านได้รู้ข่าวนี้แล้ว ท่านจะเป็นยังไงบ้าง ผมส่งเฮียแล้ว ผมคงต้องโทรศัพท์ไปถามที่บ้านแล้ว” ผมตอบสั้นๆ ทั้งน้ำตาว่า “ดีครับ” หลังจากนั้นไม่ถึงนาที ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พี่ชายผมโทรมานั่นเอง ผมใช้เวลาพักใหญ่โทรคุยกัน รถก็ติดมากในวันนั้น ผมอยู่บนถนนราว ๑ ชม. ทั้งๆ ที่บนเส้นทางนี้ปกติจะใช้เวลาไม่นานนัก 

       หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ ผมก็เปิดคอมพิวเตอร์แล้วเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ในเฟซบุ๊กของผมใหม่ เป็นกรอบจัตุรัสสีดำล้วน รวมทั้งแต่งรูปเพื่อเปลี่ยนหน้า Cover ของเฟซบุ๊กผมใหม่ด้วยข้อความว่า “ขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ธ สถิตในใจตราบนิรันดร์ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙” แล้วก็ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่อยู่บนโลกออนไลน์ แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระองค์ท่านทั้งสิ้น กลางดึกมีคนโพสต์เกี่ยวกับพระจันทร์ทรงกลด ผมก็ออกมาถ่ายรูปเก็บไว้ แต่เผอิญว่าท้องฟ้าเหนือวัดลำผักชีในคืนนั้นมีเมฆมาก ภาพพระจันทร์ทรงกลดจึงไม่เด่นชัดนัก

       ในวันศุกร์ผมติดภารกิจจึงไม่ได้เดินทางไปส่งเสด็จ ส่วนวันเสาร์เป็นวันที่ผมนัดสอนชดเชย เนื่องจากผมไปฝึกอบรม ๒ วัน และตรงกับวันที่สอนพอดี ผมเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยแต่เช้า แต่งตัวสุภาพ โดยใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนกไท สวมสูทสีดำทับอีกชั้น เพื่อเตรียมเข้าร่วมพิธีถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้น เช้าวันนั้นผมพูดกับอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่นั่งข้างผมว่า “ถ้าหากมหานครไม่จัดพิธีนี้ขึ้น ผมจะเสียใจมาก...” เมื่อถึงเวลา ท่านศาสตราจารย์ ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าวคำถวายอาลัยต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เสร็จแล้วต่อด้วยพิธีวางพานพุ่ม จากนั้นท่านก็ลงนามถวายความอาลัย ตามด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา และประชาชนโดยทั่วไป หลังเสร็จพิธีฯ ผมก็เดินทางมาที่ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล แม้วันนั้นมีนักศึกษามาเรียนไม่มากนัก แต่การสอนก็ดำเนินไป ผมขอเวลาลูกศิษย์ผมก่อนการสอนในวันนั้น เพื่อให้ทุกคนร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ท่านทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนชาวไทย และร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานน้อมเกล้าส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สายตาของลูกศิษย์ผมหลายคน “รู้สึกแปลก” กับกิจกรรมนี้ แต่หลังทำกิจกรรมเสร็จ สายตาทุกคู่เปลี่ยนเป็น “รู้สึกปลื้ม” แทน ผมไม่รู้ว่า ณ เวลานั้น ในใจของพวกเค้าคิดอะไรอยู่ แต่ผมก็ได้บอกกับตัวเองตั้งแต่วันที่ “ประเทศไทย ไม่มีพ่อหลวง” แล้วว่า “ผมจะทำความดีเพื่อสังคมและประเทศชาติ ตราบที่ยังมีลมหายใจ เพื่อถวายแด่พระองค์ท่าน” และครั้งนี้ก็เป็นกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมทำได้ ผมขอทึกทักเอาเองว่า นี่เป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างจิตสำนึกปลูกฝังในใจลูกศิษย์ของผม เพราะถ้าไม่มีผู้นำสร้างกิจกรรมเหล่านี้แล้ว ถามว่าในปกติชีวิตของเยาวชน คนรุ่นใหม่ จะมีสักกี่ครั้งที่พวกเค้านึกอยากจะระลึกถึงพ่อหลวงโดยตัวของพวกเค้าเอง      

       ปกติผมจะใช้วันอาทิตย์ทั้งวันในการสอนและให้คำปรึกษากับลูกศิษย์ค่ายคาทิพ (C3ATIP) ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยที่ผมตั้งขึ้น แต่คืนวันเสาร์ ผมได้สอบถามกับกลุ่มลูกศิษย์ผมในไลน์กลุ่ม C3ATIP ว่า หากรุ่งขึ้นผมจะไปถวายสักการะและร่วมลงนามถวายความอาลัยแด่ในหลวง โดยไม่มีการจัดให้คำปรึกษาเหมือนเช่นเคย จะว่าอย่างไร ทุกคนก็เห็นด้วย ไม่ขัดข้องแต่ประการใด ดังนั้นวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ผมจึงออกเดินทางไปที่สนามหลวง ผมเดินโดยทางเรือออกจากท่าเรือวัดศรีบุญเรืองมุ่งตรงไปยังท่าเรือผ่านฟ้า ใช้เวลาราวๆ ๔๕ นาทีก็ถึง แต่ฝนก็โปรยปรายลงมาและหนักขึ้นจนเดินฝ่าไปไม่ดีนัก ผมจึงต้องรอที่ท่าเรือผ่านฟ้าสักพัก เดินไม่นานก็ต้องพักอีกรอบ เพราะฝนลงเม็ดหนาขึ้นอีก จุดที่พักผมเห็นพี่น้องหลายท่านหยุดพักกันอยู่ก่อนแล้ว น่าจะ ๒๐-๓๐ คนเห็นจะได้ ผมเห็นสายตาแต่ละคนมีความมุ่งมั่น และไม่เห็นมีใครบ่นว่าเหนื่อยแต่อย่างใด จากจุดที่ผมอยู่ไปถึงสนามหลวงก็ต้องใช้เวลาเดินทางไปสักพัก แม้ว่าข้างๆ จุดที่พักรอฝนหยุดนั้น จะมีพี่ๆ ขับวินมอเตอร์ไซค์ ให้บริการส่งที่สนามหลวงฟรีอีกนับสิบคันก็ตาม แต่ผมก็ตั้งใจเดินไปสนามหลวงเอง เนื่องจากผมเคยมีประสบการณ์ชุมนุมทางการเมืองมานานนับสิบปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ การเดินทางแค่นี้ไม่ถือว่าไกลเลย และอีกอย่างพี่น้องที่รอฝนหยุด ณ ที่นั้น ก็ล้วนแล้วแต่สูงวัยกว่าผม และถ้าผมประเมินไม่ผิด ก็คงเป็นชาวต่างจังหวัดและไม่คุ้นเคยกับสถานที่เท่าใดนัก หากจะไปเองก็คงลำบากเหมือนกัน สู้ผมสละวินมอเตอร์ไซค์ไว้อีกหนึ่งที่ ก็จะเกิดประโยชน์กับผู้สูงวัยได้หนึ่งท่าน เดินทางแค่นี้ไม่ได้สร้างความลำบากอันใดกับผมเลย เทียบไม่ได้กับความเหนื่อยยากที่พ่อหลวงทรงประสบอยู่ตลอด ๗๐ ปีการครองราชย์ของท่าน

       สักพักเมื่อฝนซาลงบ้าง จนผมมั่นใจว่ามันจะเป็นแบบนั้นและที่พอจะลุยต่อไปได้ ผมดูนาฬิกาข้อมือ ตอนนั้นมันบอกเวลา ๑๑.๐๕ น. ผมบอกกับตัวเองว่าต้องออกเดินต่อไปได้แล้ว นับเป็นเรื่องแปลกมาก เมื่อผมออกจากที่บังฝน ก็เกิดฝนตกลงแทบจะทันทีเช่นกัน เป็นแบบนี้ถึง ๓ รอบในวันนั้น ผมไม่รอให้ฝนหยุดหรือซาลงอีกต่อไป วันนี้อย่างไรก็ต้องไปให้ถึง ผมลุยฝ่าฝนไปแบบนั้น จนเปียกไปทั้งตัว ระหว่างทางสังเกตเห็นผู้คน บ้างก็รอฝนหยุด บ้างก็เดินลุยฝนไปแบบผม บ้างก็ขายของกิน ของที่ระลึกและสลากกินแบ่ง บ้างก็ร้องบอกว่า “น้ำฟรีครับพี่ สักขวดมั้ย” “มอ’ไซค์ฟรีนะ ส่งสนามหลวงครับ” ผมเห็น “น้ำใจไทย” เห็นรอยยิ้มแบบไทยๆ ที่เรียกกันจนติดปากของคนรุ่นก่อนว่า “ยิ้มสยาม” ตลอดทางที่ผมเดินไปสนามหลวง สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่ได้สัมผัสมานานมากแล้ว กับคนไทยในสังคมเมืองโดยทั่วไป เพราะวัตถุทำให้จิตใจของคนไทยหยาบกระด้างกว่าเดิมมาก แต่วันนี้ผมได้สัมผัสอีกครั้ง นึกในใจว่า เป็นเพราะพระบารมีปกเกล้าของในหลวงท่านจริงๆ ที่ทำให้คนไทยกลับมามี “สำนึกแห่งพสกนิกรของในหลวง” เมืองไทยต้องน่าอยู่เพราะ “น้ำใจไทย” ผมเชื่อเช่นนั้น 

       เมื่อผมใกล้ถึงสนามหลวง สิ่งที่สังเกตได้ คือ การขายของแทบไม่มี เพราะมีจุดที่พี่น้องหลายท่านแจกของหลายจุดมาก เช่น ข้าวกล่อง ขนมไทย คุกกี้ ไอศกรีม ฯลฯ มากจน คนที่คิดว่าจะขายของไม่กล้าแบกมาขาย เพราะไม่มีคนซื้อแน่ๆ เพราะผมเชื่อว่าหลายคนคิดเหมือนๆ กันกับผม คือ เราไม่หิว เราไม่เหนื่อย เราไม่ท้อ เรามาที่นี่เพราะเรารักท่าน เรามาแสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่คนไทยคนหนึ่งจะมีให้และสามารถแสดงออกได้ เราไม่ได้มาเพื่อหาของกิน หรือมาเพื่อรับของแจก ถึงกระนั้นก็ดี ของทั้งสองแบบก็มีประจำทุกวัน จนกลายเป็น “มหกรรมน้ำใจไทย” ผมเห็นแล้วซาบซึ้งยิ่ง น้ำตาแห่งความภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาในแผ่นดินของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ไหลออกมาเรื่อยๆ มากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่จังหวะที่ได้พบเห็นสิ่งใดที่กระตุ้นอารมณ์แห่งความรักและภักดีขึ้นมา ผมเก็บภาพแห่งความประทับใจไว้เสมอ และบันทึกภาพเหล่านั้นผ่านโทรศัพท์มือถือของผมด้วย บรรยากาศที่เห็นโดยมากจะคล้ายกับงานวัด คนเยอะมาก แต่ไม่วุ่นวาย ทุกคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง บ้างก็เข้าแถวเพื่อเข้าไปถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัย บ้างก็ชี้แจงกำหนดการต่างๆ บ้างก็แจกอาหาร น้ำ เครื่องดื่ม ลูกอม ขนม ผลไม้ กระดาษทิชชู่ ยาดม ยาลม ยาแก้ไข้ หรือแม้กระทั่งเสื้อกันฝน บ้างก็เดินถือถุงดำรับขยะที่มีในมือผู้อยู่ในแถวคอย ให้การบริการโทรฉุกเฉินฟรี ชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์ฟรี หน่วยกู้ภัยต่างๆ รถสุขาเคลื่อนที่ เป็นต้น เป็นภาพที่ทุกคนต่างแสดงออกมา จากก้นบึ้งแห่งจิตสำนึกลูกของพ่อทั้งสิ้น ทุกคนแข็งขันกันมาก ไม่มีใครบ่นว่าเหนื่อยหรือท้อ ทุกดวงหน้าเอมอิ่มกับการได้ทำหน้าที่ครั้งสำคัญของชีวิต ถวายให้กับพ่อหลวง พระผู้ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจไทยทั้งชาติ แม้เราจะประสบกับวันที่ได้รับทราบข่าวร้ายและทำให้เราทุกคนร่ำไห้กันทั้งแผ่นดิน หัวใจแทบแตกสลายก็ตาม แต่เมื่อเวลาผ่านไปผมเชื่อว่าเราจะค่อยๆ เข้มแข็งขึ้น ค่อยๆ มีสติมากขึ้น สมที่เป็นลูกของพ่อ เพราะพ่อไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยท้อ ให้พวกเราเห็น ผมเชื่อว่าหลายท่านคงมีพ่อเป็นแรงบันดาลใจเฉกเช่นเดียวกับผม เราจะฝ่าฟันความเศร้าโศกเสียใจไปให้ได้ และจงบอกกับตัวเองเสมอๆ ว่า “ทำตามที่พ่อทำ จดจำที่พ่อสอน”


       ระหว่างทางช่วงที่ผมพักรอให้ฝนหยุดนั้น ผมได้รับข้อความส่วนตัวทางเฟซบุ๊ก เปิดดูพบว่าเป็นน้องที่น่ารักคนหนึ่ง มาปรึกษาผมเรื่องที่น้องเค้าคิดถึงในหลวงแล้วร้องไห้ไม่หยุด ผมสอนและแนะนำน้องเค้าไปหลายอย่าง จึงขออนุญาตคัดข้อความมาให้ท่านได้อ่านครับ เราคุยกันสักพัก จากนั้นผมก็เปิดประโยคว่า “มีแรงพอมั้ย บทความนี้ดีมาก https://anontawong.com/2016/10/15/9-lessons/” น้องบอกว่าเค้าอ่านแล้ว ผมสอนและแนะนำน้องต่อว่า “...ระยะฟื้นแต่ละคนต่างกัน ส่วนนึงที่ทำให้สภาพจิตใจเราฟื้นยาก เพราะมีการกระตุ้นมันให้อยู่ในห้วงสำนึกอยู่เรื่อยๆ ความโศกเศร้ามีได้ แต่เราจะต้องเปลี่ยนมัน พ่ออยู่กับเราทุกที่จ้ะน้องแป้งหอม ท่านดูและห่วงใยเราทั้งหมด อะไรล่ะที่เราทำเพื่อท่านได้ เริ่มจาก ทำจิตให้ปกติ ถัดไป ทำริบบิ้นสีดำไว้ทุกข์แจก เล็กๆ น้อยๆ ทำดีเพื่อท่าน เราจะค่อยๆ เป็นสุข เราจะเริ่มยิ้มได้ เราจะเห็นพี่น้องของเรา ที่ต่างก็เป็นลูกท่าน ได้ประโยชน์ และไม่เป็นทุกข์จากการหาเสื้อดำใส่ไม่ได้ เริ่มจากเรื่องง่ายๆ เรื่องที่อยู่ในความถนัด เรื่องที่อยู่ในวิสัย เช่นพี่น้องวินฯ วันนี้พี่เจอ พวกเค้าทำในเรื่องใกล้ตัว (แล้วส่งรูปวินมอเตอร์ไซค์รับส่งสนามหลวงฟรีให้น้องเค้า) สามารถทำได้ อะไรก็ได้ แค่สั้นๆ ว่าทำดีเพื่อพ่อ แค่นี้เอง พ่อจะดีใจขนาดไหน ที่ลูกๆ ต่างทำดีเพื่อท่าน ไม่ต้องใหญ่เกินตัว เกินกำลัง ทำตามกำลัง เอาที่ทำได้ ทำเพื่อท่าน สุขเพื่อเรา เพื่อลูกๆ คนอื่น และเพื่อท่านด้วย ความทุกข์จะค่อยๆ เลือน เพราะพ่ออยู่กับเราทุกที่ พ่ออยู่ในใจเรา สู้ๆ น้า เด็กน้อย เราจะทำดีเพื่อพ่อ และฝ่าฟันความทุกข์โศกไปพร้อมๆ กันกับลูกๆ ทุกคนจ้ะ...” แล้วผมก็ส่งอีกรูปหนึ่งที่แคปเจอร์ภาพจากเฟซบุ๊กพี่สาวคนหนึ่งที่ใช้ชื่อ “A Lin Tawarorit”  ในเป็นรูปตัวอย่างการเอาเสื้อผ้าชุดสีดำเก่ามาซ่อมแซมใหม่ เพื่อให้ใช้การได้มาใส่ไว้ทุกข์ ตามคำสอนของพ่อเรื่อง “ความพอเพียง” ณ วันนี้ น้องแป้งหอมผู้ที่มีผมยาวสลวย เธอได้ตัดผมไปบริจาคให้กับสถาบันมะเร็งไว้ทำวิกสำหรับผู้ป่วยแล้ว เธอเริ่มจากเรื่องใกล้ๆ ตัวเธอที่สามารถทำได้

       ผมยืนเข้าแถวอยู่ และแถวก็มีการขยับไปเรื่อยๆ เข้าไปใกล้พระบรมมหาราชวังเข้าไปทุกที ซึ่งแต่ละวันกำหนดก็สิ้นสุดเวลาเปิดให้เข้าไปด้านในเพียง ๑๖.๐๐ น. เท่านั้น เหลือระยะทางราวๆ ไม่เกิน ๕๐๐ เมตร ทุกคนก็ลุ้นด้วยใจระทึกว่า จะเป็นผู้โชคดีอยู่ในส่วนที่เจ้าหน้าที่ของทางสำนักพระราชวังอนุญาตให้เข้าไปหรือไม่ ส่วนตัวผมแค่ได้มาชื่นชมพระบารมีและร่วมแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของล้นเกล้าชาวไทยในวันนี้ ก็ถือว่าเยี่ยมยอดแล้ว และถือได้เป็นอีกหนึ่งวันแห่งความทรงจำ ที่จะสามารถถ่ายทอดให้ลูกหลานไทยในอนาคตฟังได้ ในที่สุดก็สรุปว่า ณ จุดที่ผมยืนเข้าแถวอยู่นั้นไม่ทันเวลา เจ้าหน้าที่ของทางสำนักพระราชวัง ได้ตัดช่วงไปก่อน เพื่อปิดประตูพระบรมมหาราชวังตามกำหนดเวลา ผมยกมือท่วมหัวแล้วบอกตัวเองว่า “ผมจะมากราบท่านอีกครั้ง”

       ผมเดินย้อนกลับมาและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก และนั่งพักตรงลานถนนยางมะตอยกลางท้องสนามหลวง ระหว่างนั้นก็มีพี่น้องเดินเอาข้าวกล่องและผลไม้มาแจก ผมรับไว้พร้อมกล่าวขอบคุณ ยิ้มสยามเกิดขึ้นระหว่างผู้ให้และผู้รับอีกคำรบหนึ่ง เสร็จแล้วผมก็เดินลัดมาตามทางเดิน แล้วก็ทราบว่าจะมีขบวนเสด็จ ในครั้งนั้นผมก็โชคดีได้อยู่เฝ้ารับเสด็จด้วย 

       หลังจากรับเสด็จเสร็จแล้ว ผมรีบเดินเพื่อให้ถึงท่าเรือผ่านฟ้า ด้วยเกรงว่าเรือจะหมดเสียก่อน สรุปว่าโชคดีที่ยังมีเรือครับ ผมเดินทางกลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ นั่งนึกถึงภาพที่เห็นมาตลอดวัน และบอกกับตัวเองว่า “เราเป็นลูกพ่อ เราต้องอย่าทำให้พ่อผิดหวัง เราจะต้องเตือนตัวเองเสมอว่า อย่าฟุ้งเฟ้อ ต้องพอเพียง” เมื่อพูดถึงคำว่า “พอเพียง” ซึ่งเป็นหลักปรัชญาของพ่อหลวง ที่ทรงพระราชทานสอนคนไทยทุกคน ให้นำไปปรับใช้เป็นแนวทางการดำรงชีวิต ทำให้ผมนึกถึงบทโศลกธรรมที่ผมเขียนไว้เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๕ ที่ว่า “พอเพียง คือ รู้ว่าแม้จะไม่พอก็อยู่ได้ ... เพียงพอ คือ รู้ว่าหากไม่พอจะอยู่ไม่ได้” ซึ่งโศลกธรรมบทนี้ บอกได้เลยว่าผมได้แรงบันดาลใจจากคำสอนของพ่อหลวงของเราครับ นอกจากนี้คำว่า “พอเพียง” ก็ยังทำให้ผมนึกถึงคำว่า “สันโดษ” ที่ปรากฏในภาพที่ผมจัดทำเผยแพร่สู่สาธารณะชุด “คำวัดวันละคำ” ที่ว่า “สันโดษ คือ ยินดีตามที่ได้มา ยิ้มร่าตามที่ได้ทำ สุขล้ำตามอัตภาพตน” ผมจะเขียนอะไรต่อมิอะไรสอนตัวเองและคนอื่นผ่านทางเฟซบุ๊กเสมอๆ ถ้าเว้นว่างจากภารกิจงานประจำ ก็เข้าสู่โหมดของงานศิลปะที่ผมพอมีพรสวรรค์อยู่บ้าง ทำสื่อเผยแพร่บนโลกออกไลน์ ตามจังหวะเวลาและโอกาสพึงมี

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระเมตตา และทรงดูแลทุกข์สุขของประชาชนของพระองค์มาตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี หลายพันโครงการตามพระราชดำริ ที่เกี่ยวกับป่า ดิน น้ำ และวิศวกรรม ยังความอุดมสมบูรณ์ให้กับทุกท้องถิ่นที่พระองค์ทรงมาเยือน ต่อแต่นี้เป็นภาระหน้าที่หลักที่คนไทยทุกคนจะต้อง “ทำตามที่พ่อทำ จดจำที่พ่อสอน” เพื่อธำรงความเป็นสยามประเทศสืบไป
       ขอพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านบันทึกฉบับนี้ แม้มันจะไม่ได้เขียนขึ้นด้วยความเคร่งครัดในการใช้คำราชาศัพท์เท่าใดนัก แต่มันก็ถูกกลั่นกรองและร้อยเรียงขึ้นจากห้วงสำนึกที่บริสุทธิ์ของคนๆ หนึ่งที่เป็นพสกนิกรของในหลวง

ขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ธ สถิตในใจตราบนิรันดร์
ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า นายคันธพจน์ ศรีสถิตย์
อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

<< ย้อนกลับ