ข่าวสาร กิจกรรม

ไทยรัฐ สัมภาษณ์ รศ.ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร วิเคราะห์“โดรนพลีชีพ”


รศ.ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยอากาศยานไร้คนขับและเทคโนโลยีดาวเทียม บอกว่า โดรน...ที่ใช้น่าจะเป็นโดรนที่บินระยะไกล ดูจากแผนที่จากอิหร่านอย่างน้อยๆระยะห่างก็ไม่น้อยกว่า 500 กิโลเมตร ซึ่งก็เป็นไปได้

“โดรนเล็กๆที่เราเห็นกันทั่วไปบินได้ 20 นาทีถึง 1 ชั่วโมงแล้ว ถ้าใหญ่กว่านี้ก็มีอย่างโดรนที่กองทัพสหรัฐฯใช้สามารถบินได้ถึง 24 ชั่วโมงได้เลย การทำสงครามอ่าวในช่วงแรกก็บินจากอเมริกามาทิ้งระเบิดที่ตะวันออกกลางแล้วก็บินกลับ ช่วงนั้นก็ยังทำได้ ระยะทาง 500 กิโลเมตร...ไม่ใช่ปัญหา เทคนิค ศักยภาพโดรนปัจจุบันทำได้”

อีกทั้งขนาดยังเล็กลงด้วยเพราะมีการพัฒนามายาวนาน และมักจะใช้ในสงครามที่เริ่มใช้ในทางทหารแถบตะวันออกกลางประเทศที่พัฒนาโดรนทางทหารมากที่สุดน่าจะเป็น...อิสราเอล หลายปีมาแล้วเคยเห็นบทความระบุถึงการโจมตีฝ่ายตรงข้ามพวกปาเลสไตน์ยุคนั้น จะใช้โดรนบินวนถ่ายภาพส่งมา...

รอจนกระทั่งเห็นเป้าหมายออกมาจากอาคาร แล้วก็ใช้เฮลิคอปเตอร์บินเข้าไปโจมตี ยุคนั้นจะใช้ตรวจการณ์ เช่น ขนาดเล็กใช้ตรวจการณ์ระดับหน่วยบินต่อเนื่องสักครึ่งชั่วโมง ใหญ่หน่อยก็บินนานเป็นวันๆก็ทำได้

นอกจากการตรวจการณ์ใช้กล้องบนโดรนแล้ว ปัจจุบันถึงขั้นติดอาวุธได้ ความหมายที่ว่านี้นอกจากโดรนติดอาวุธที่ตัวเองแล้วยิงเสร็จภารกิจแล้วก็กลับ...ก็ยังมีประเภทตัวโดรนเองเป็นอาวุธด้วย บินเที่ยวเดียวไม่กลับ

อาจเรียกว่า...“โดรนพลีชีพ” ไม่จำเป็นต้องกลับไปฐานที่ตั้ง

 

กรณีเหตุการณ์ที่โรงกลั่นเข้าใจว่าน่าจะเป็นโดรนลักษณะนี้ แน่นอนว่าเป็นเรื่องอันตรายมากสำหรับประเทศต่างๆ เพราะ “โดรน” เป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยากที่สุด ด้วยวิธีการโจมตีเป้าหมาย...ย้อนไปในช่วงแรกเริ่ม เดิมทีก็ใช้โดรนในลักษณะบัลลูนขนระเบิดไปทิ้ง ต่อมาก็ใช้เป็นเป้าล่อสำหรับทดสอบจรวดยิงนำวิถี

จากนั้นก็ติดอาวุธเพิ่มขึ้นมา...วันนี้ถึงขั้นที่ว่า เอาโดรนใส่ไว้ในท่อกลมๆ ไม่ถึง 10 นิ้ว แล้วก็มีความยาวแค่เมตรเศษๆ พอยิงออกไปปีกโดรนก็จะกางออกมาบินต่อไปได้เลย แบกใส่หลังไปได้แล้วยิง...บินโดรนได้ทันที

น่าสนใจใคร่รู้กันอีกว่า...การกำหนดเป้าหมายของโดรนในทางทหารนั้น มี 2 อย่าง...หนึ่งใช้จีพีเอสนำร่อง กำหนดพิกัดยิงไปแล้วก็ไม่ต้องสนใจ ตรงเป้าแน่นอน ความผิดพลาดระดับเซนติเมตรเท่านั้น เคยเห็นการทดสอบยิงเข้าหน้าต่างรถบัส...แม่นยำมากเลือกหน้าต่างได้เลย แต่มีข้อเสียคือสามารถป้องกันได้ด้วยระบบรักษาความปลอดภัย

“หากมีการยิงสัญญาณรบกวนจีพีเอส โดรนก็จะไม่รู้ตำแหน่ง พลาดเป้าได้”

อย่างถัดมา...เพื่อเลี่ยงระบบป้องกัน จะเป็นการบินด้วยจีพีเอสอัตโนมัติไประยะหนึ่ง พอใกล้ระยะเป้าหมายก็จะใช้กล้องที่ติดมากับโดรน

“พอใกล้เป้าหมายใช้กล้อง...ควบคุมอัตโนมัติ ฉะนั้นยิงไปแล้ว 300-500 กิโลเมตรไม่ต้องสนใจเลยพอถึงใกล้เป้าหมายระบบควบคุมก็จะล็อกเป้าประมวลผลเทียบตามภาพที่อยู่ในระบบกับที่ถ่ายไว้ได้จากกล้องในตัว”

ย้ำว่า...โดรนอันตรายด้วยขนาดที่มีความเล็ก ไม่เกี่ยวกับความเร็ว...ฝูง “โดรน” ที่บินถล่มโรงกลั่นน้ำมันซาอุฯ วิเคราะห์กันว่า เป็นการใช้โดรนหลายๆลำในการปฏิบัติการครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายเดียวกันแต่ไม่ได้ทำงานเชื่อมโยงกัน เพราะถ้าโดรนที่ทำงานเป็นฝูงจริงๆนั้น ทำงานเชื่อมโยงกันเพื่อไม่ให้บินชนกันอย่างที่เห็นการนำมาโชว์แปรอักษรเป็นภาพต่างๆ

“โดรน” แบ่งตามประเภทการใช้งานได้ 2 อย่าง...อย่างแรก โดรนทางดิ่ง บินขึ้นลงทางดิ่งได้...เป็นชนิดที่นำไปใช้ในการแปรอักษร ใช้ในกรณีบินตรวจการณ์อยู่ในพื้นที่ด้วยการบินนิ่งๆ หรือบินวนในรัศมีไม่ไกลมากนัก

ประเภทต่อมา...โดรนฟิกซ์วิง หรือ ปีกตรึง อย่างเครื่องบินทั่วๆไปก็จะบินไปข้างหน้าไปเรื่อยๆเข้าใจว่าถ้าบินระยะไกลมากๆก็ต้องใช้โดรนลักษณะนี้ แต่มีข้อจำกัดด้วยตัวใหญ่ต้องใช้ตัวปล่อยหรืออาจต้องใช้รันเวย์อาจจะ 100 เมตรก็น่าจะพอ

“การโจมตีสร้างความเสียหายได้มากขนาดนี้ โดรนแต่ละตัวน่าจะบรรทุกระเบิดไปด้วย” รศ.ดร.สุเจตน์ ว่า “โดรนทางการทหารเป็นสิ่งที่ทั่วโลกกลัวกันมาก จะเห็นว่าในหลายประเทศ...สหรัฐฯแม้กระทั่งจีนก็ออกกฎหมายมาควบคุมห้ามบินเกิน 400 ฟุต หรือ 500 ฟุต...แล้วแต่ประเทศ หรือบางประเทศจะบินแค่ 200 ฟุตก็ต้องขอใบอนุญาต...ที่สนามบินฮีทโธรว์ ลอนดอน มีเที่ยวบินหนาแน่นที่สุดก็เคยมีคนใช้โดรน 4 ใบพัดบินเข้าไป เรียกว่าสนามบินต้องหยุดหมด ถ้าเข้าไปในเครื่องยนต์เครื่องบินแล้วดับโอกาสตกสูง อันตรายมาก...เสียหายหนักไม่เหมือนนก”

กรณีซาอุฯมีการวิเคราะห์กันในแวดวงความมั่นคงว่าเกิดจากความประมาท ไม่คิดว่าจะโดนโดรนโจมตี ต้องบอกว่า...สนามบินหลายแห่งในปัจจุบันมีระบบป้องกันอากาศยานแบ่งเป็นระยะไกล จะใช้เรดาร์ตรวจจับ แม้จะยากก็ใช้ หากหลุดโซนเข้ามาได้ก็จะใช้การตรวจจับด้วยคลื่น...ว่าจะเป็นโดรนรุ่นไหน

“บริษัทที่ขายระบบต่อต้านโดรนจะมีฐานข้อมูล โดรนพวกนี้สื่อสารกันแบบไหน คลื่นความถี่ไหน ถ้าตรวจจับได้ก็พยายามแจมสัญญาณรบกวนให้บินลง หรืออีกวิธีเมื่อรู้ความถี่ชัดเจนก็จะส่งคลื่นที่แรงกว่าอัดเข้าไป...คนบังคับไม่ได้ โดรนก็จะเปิดระบบบินกลับอัตโนมัติทันทีในจุดเดิมที่บินขึ้น หรือไม่ก็บินลงทันที”

และ...ถ้าผ่านชั้นกลางมาได้ ชั้นสุดท้ายก็เข้าสู่การยิงทำลาย มองว่า...โรงกลั่นน้ำมันที่ถูกโจมตีน่าจะไม่มีระบบป้องกันโดรนแน่ๆและกลุ่มที่โจมตีก็น่าจะรู้ดีว่าไม่มีระบบป้องกันโดรน ถึงตรงนี้ให้รู้เอาไว้อีกว่า...เมื่อครั้งที่ รศ.ดร.สุเจตน์ ทำงานวิจัยเรื่องโดรนกว่า 10 ปีที่แล้วก็เห็นปัญหา อันตรายในสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่ควบคุมได้ยากเหล่านี้

ถ้าเป็นพื้นที่สนามบิน หรือในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว...ก็ทำการบล็อกได้ แต่ในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เฉพาะคนชุมนุมกันเยอะๆ เช่น การแข่งกีฬา ก็ต้องคอยเฝ้าระวังการโจมตีจากโดรนบนฟ้า แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

สิ่งสำคัญก็มีแนวคิดบางกลุ่ม นอกจากจะใช้อาวุธแล้ว...ระเบิดแล้ว ถ้าใช้วัตถุเคมี กัมมันตภาพรังสีก็ยิ่งสร้างความเสียหายอันตรายมาก

“งานวิจัยที่เราทำกันอยู่ พัฒนาระบบควบคุมนำร่องอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งทำมาระยะหนึ่งแล้ว ในตอนหลังก็ไปร่วมกับบริษัททำงาน กับหน่วยงานทางด้านความมั่นคง ร่วมกันพัฒนานำไปใช้เต็มรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ บินไปมีภาพส่งกลับมา นั่งควบคุมอยู่ในอาคารเหมือนเรานั่งอยู่บนห้องนักบินได้แบบในหนัง บินไปทำภารกิจดับไฟป่าพรุภาคใต้ โดยทำงานส่วนหน้าชี้จุด...ต้นไฟอยู่ตรงไหน เพื่อเวลาเอาน้ำไปทิ้งได้แม่นยำมากขึ้น”

“อากาศยานไร้คนขับ” หรือ “ยูเอวี (UAV)” ได้เปรียบกว่าแบบที่มีคนขับ เพราะถ้าคนขับเข้าไปในพื้นที่อาจจะทนความร้อนไม่ไหว บวกกับควันมากก็ทำให้ทัศนวิสัยไม่ดี ความเสี่ยงสูง...โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีมากกว่า

ขนาดก็จะเล็กลงเพราะไม่ต้องมีระบบที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ เช่น เก้าอี้ ออกซิเจน ทำให้ขนาดเล็กลงมาก และบินในระดับสูงได้

“โดรน” เป็นศัพท์กว้างๆ หมายถึงอะไรก็ตามเป็นโรบอตที่เราสร้างขึ้นมาให้บินได้โดยที่ไม่ต้องใช้คนขึ้นไปบังคับ...เรียกโดรนหมด ส่วนยูเอวีหรืออากาศยานไร้คนขับอยู่ภายใต้คำว่าโดรน ดังนั้น...ถ้าเราใช้วิทยุบังคับก็เป็นโดรนอย่างหนึ่งเช่นกัน หากจะถามถึงอนาคต...การใช้ “โดรน” จะก้าวไกลไปถึงไหน...บวกหรือลบมากกว่ากัน?

รศ.ดร.สุเจตน์ มองว่า ทางดีก็ใช้ดับไฟ พ่นยาการเกษตร สอดแนม...ตรวจหาผู้ประสบภัยในพื้นที่เกิดภัยพิบัติ วันนี้โดรนที่หน่วยงานความมั่นคงใช้บินได้นานต่อเนื่องคิดเป็นระยะทางก็หลายร้อยกิโลเมตร ลักษณะเหมือนเครื่องบิน ใช้เครื่องยนต์ขนาดปีกก็ 3-4 เมตร บินด้วยแรงพยุงอากาศไปเรื่อยๆก็ยิ่งเป็นประโยชน์มาก

แต่ถ้าทางลบ...ก็สร้างความเสียหายได้ร้ายแรง เพราะติดอาวุธได้และตัวมันเองก็เป็นอาวุธได้เช่นกัน

เทคโนโลยี... “โดรน” จึงมีทั้งบวกและลบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ผู้ใช้ “ประเทศไทย”...ต้องให้ความสำคัญมากน้อยคงต้องยกให้เป็นหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงที่ต้องเร่งพัฒนาปรับยุทธศาสตร์รับมือ.

ขอบคุณข้อมูลจากไทยรัฐ https://www.thairath.co.th/news/society/1668441

<< ย้อนกลับ