ข่าวสาร กิจกรรม

“นักวิจัย สิ่งสำคัญคือ มุ่งมั่น ตั้งใจ ทนต่ออุปสรรค์” ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ เมธิยานนท์


http://www.mut.ac.th/uploaded/news/17-10-60/17-10-60_01.jpg
   

        มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ขอร่วมแสดงความยินดีกับ ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ เมธิยานนท์ กับผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับจนได้รับทุนสนับสนุนฯ สามารถตอบโจทย์ปัญหาพลังงานของไทยในอนาคต ย้ำงานวิจัยที่ใช้ได้จริงไม่ปิดตายอยู่แต่บนหิ้งอีกต่อไป พร้อมโชว์วิสัยทัศน์การทำงาน เอาจริงเอาจังกับงานให้ถึงที่สุด สร้างงานสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมได้แน่นอน 
        ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ เมธิยานนท์ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” ในสาขาวิศวกรรมเครื่องกล นับเป็นคนที่ 4 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ต่อจาก ศาสตราจารย์ ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม นายกสภามหาวิทยาลัย  ศาสตราจารย์ ดร.จิรยุทธ์ มหัทธนกุล รองอธิการบดี และ ศาสตราจารย์ ดร.อภิศักดิ์ วรพิเชฐ  ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ขอร่วมแสดงความยินดีมา ณ โอกาสนี้

“นักวิจัย สิ่งสำคัญคือ มุ่งมั่น ตั้งใจ ทนต่ออุปสรรค์” 
       ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ เมธิยานนท์ ความภาคภูมิใจ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ที่ได้มีศาสตราจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิถึง 4 ท่าน จากคณะฯ ซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่สร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมาก โดยล่าสุด ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ เมธิยานนท์ ศาสตราจารย์คนแรกในสาขาของภาควิชาเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าวถึงที่มากว่าจะได้มาถึงงานวิจัยในครั้งนี้ว่า..การนักวิจัยภาครัฐที่ว่ายากแล้ว นักวิจัยภาคเอกชน ยากยิ่งกว่าหลายเท่า
        “การเป็นอาจารย์และนักวิจัยใน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ต้องใช้ความมุ่งมั่นและอดทนเป็นทวีคูณ เมื่อเทียบกับอาจารย์ในภาครัฐในสถาบันการศึกษาของรัฐที่มีโอกาสมากกว่า ซึ่งในตอนผมไปของทุนวิจัยครั้งแรก...เขาไม่รู้จัก มหาวิทยาลัยเราด้วยซ้ำ และการไม่เป็นที่รู้จัก ไม่เชื่อในเครดิตหรือผลงาน การจะให้ทุนจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ” 
       ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ เปรียบงานวิจัยเหมือน “การปลูกผลไม้” ที่ต้องใช้เวลา เพื่อรอวันเก็บเกี่ยว จึงต้องใช้ความอดทนต่อสู้จากสิ่งที่เย้ายวนต่างๆ โดยย้ำเสมอว่า  จะรอเพียงการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยฯ เองไม่ได้ เพราะถึงแม้ว่าผู้บริหารจะช่วยสนับสนุนเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ต้องขวนขวายเอง และสิ่งที่มีมากในเวลานั้นคือความตั้งใจ รวมถึงความรักความชอบในงานวิจัยที่เป็นแรงผลักดัน ต้องทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้จงได้
       ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ ยังกล่าวอีกว่า “ด้วยปณิธานที่แน่วแน่ตั้งแต่วันที่จบปริญญาเอก ทำให้อาจารย์ตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งงานบริหาร หรือแม้กระทั่งการเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเอกชน แต่จะขอมุ่งมั่นกับงานวิจัยอย่างเต็มที่  เพราะการเป็นนักวิจัยที่ว่ายากแล้วนั้น แต่การเป็นนักวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ต้องใช้ทั้งความอดทนมุ่งมั่นที่มากกว่า เพราะอุปสรรค์แรก คือการได้รับเงินทุนวิจัย ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ จะระดมทุนไปที่ภาครัฐ หรือ ม.กำกับ แทบไม่มีกระเด็นมาเอกชน เพราะฉะนั้นต้องใช้ความอดทนมากกว่าเขาเยอะ” 
       สำหรับปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดงานวิจัย ปัญหาที่พบคือ “ช่องทาง” การได้มา และการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก แต่สำหรับงานวิจัย เทคโนโลยีการเผาไหม้ Solid Combustion เกิดขึ้นมาจากวิสัยทัศน์ที่มองเห็นความสำคัญของพลังงานทดแทนที่ได้มาจากเชื้อเพลิงแข็งในอนาคต แม้ว่าเมื่อ 10 กว่าปีจะยังไม่ค่อยมีใครตระหนักในเรื่องนี้ แต่ทว่า ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ เล็งเห็นว่า “ปัญหาพลังงานทดแทน” กำลังจะเกิดเป็นปัญหาใหญ่ และวงกว้าง ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่รวมถึงทั้งโลก 
       เพราะเริ่มมีกลุ่มคนที่ “Anti” กลุ่มเชื้อเพลิงถ่านหิน และฟอสซิล ออกมาอย่างเป็นวงกว้าง ประกอบกับ วิกฤตด้านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น รวมทั้งวิกฤตการณ์ด้าน Global Warming และ Green Gas ที่ทำให้อาจารย์ตระหนักได้ว่า การลดปัญหาที่แท้จริง คือการเลือกใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) ซึ่งจะมีความยั่งยืนกว่า 
       โดยหลักในการทำงานครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ ได้อธิบายว่า การเลือกวัตถุดิบพลังงานทางเลือก ระหว่าง Energy Technology กับ Combustion Technology บางทีก็แยกกันไม่ออก เพราะล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการแปลงเชื้อเพลิงไปเป็นพลังงาน แต่สำหรับ Combustion Technology แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ Solid Combustion, Liquid Combustion และ Gas Combustion แต่ด้วยปัจจัยต่างๆเช่น กลุ่ม Solid ยังมีผู้วิจัยน้อย ถ้าเทียบกับอีก 2 ประเภท ทั้งๆที่วัตถุดิบที่จะสามารถวิจัยได้มีมาก
       ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ เน้นย้ำว่า  “แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีกำจัดถ่านหินให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่มันจะดีกว่าไหม ถ้าไม่ปล่อยเลย Zero Emission ย่อมดีกว่า” ซึ่งในการทำวิจัยนั้น ย่อมต้องมีปัญหาและอุปสรรค์ โดยจะแยกให้เห็นชัดๆในกระบวนการทำวิจัย แบบ 2 กระบวนการ 
       ได้แก่ Laboratory Experiment  และ การ Implement เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งในกระบวนการของ “Laboratory Experiment” นั้น ส่วนมากจะเป็นปัญหาที่ควบคุมได้ หากแต่ “การ Implement เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม”นั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง

Research ที่ออกมา ต้องไม่อยู่บนหิ้ง 
       สำหรับการเรียนการสอนของ ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ นั้น สิ่งสำคัญที่อาจารย์ตั้งใจมอบให้แก่นักศึกษา คือ การทำให้ “มองเห็นภาพว่าได้ใช้จริง” เนื่องจากอาจารย์พบว่าบางครั้ง นักศึกษาไม่เข้าใจว่า “ในการเรียนบางวิชา ทำไมต้องเรียน และเรียนและจะเอาไปทำอะไร” แต่ด้วยประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญจากทำงานที่หลากหลาย ทำให้อาจารย์นำประสบการณ์เหล่านั้น มาปรับใช้สอนนักศึกษา 
       “สำคัญที่สุดนักศึกษาต้องเล็งเห็นความสำคัญของวิชาที่เรียนว่าในอนาคต เขาจะสามารถนำไปปรับใช้งานได้อย่างไร งานวิจัยก็เช่นกัน ผมจะไม่ทำ Research ที่อยู่บนหิ้ง อย่างน้อยผมต้องมองว่าบางส่วนต้อง สามารถใช้งานได้เดี๋ยวนี้เลย ถ้างานโครงการมันจบ มี Result ออกมาได้ สามารถ Implement ลงไปในอุตสาหกรรมได้เดี๋ยวนี้เลย” ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ เผยความตั้งใจงานวิจัยต้องทำได้และใช้ได้จริง
       ส่วนระยะเวลาแต่แนวทางเพื่อให้ประสบผลสำเร็จ ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์  เผยว่า “แต่บางส่วนผมก็มองว่า แม้จะไม่ใช่วันนี้ แต่ผมมองว่า เชื่อเถอะว่า ภายใน 5-6 ปีข้างหน้างานของเราต้องได้หยิบมาใช้ ไม่ใช่ขึ้นหิ้งอย่างเดียว วันนี้ยังไม่ได้เอาไปใช้ แต่เทรนมันมา พอถึงวันนั้น ถ้าไม่มีข้อมูล ก็จะเสียเวลา พอถึงเวลาก็เอามาใช้ หรือเอาไปต่อยอดได้เลย”
       โดยอาจารย์ได้ยกตัวอย่าง งานวิจัยที่อาจารย์กำลังทำเรื่องขอทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เนื่องจากอาจารย์พบปัญหาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยางแผ่นรมควันทางภาคใต้ ที่ต้องใช้แรงงานคนมาก แต่ปัจจุบันพบปัญหาขาดแคลนแรงงาน อาจารย์จึงมองว่า ในปัจจุบัน ในยุคของThailand 4.0 หากนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ เพื่อลดคนและเพิ่มศักยภาพในการผลิต

อย่ามองอุปสรรคให้เป็นปัญหา
       เมื่ออุปสรรคเป็นเรื่องธรรมชาติ ดังนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ ที่พูดให้ข้อคิดไว้ว่า “มองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แบบเราหิวข้าว ก็ต้องไปซื้อข้าวมากิน ตื่นเช้ามา เรามีกิจวัตรประจำวันอะไรบ้าง เราต้องอาบน้ำ แปรงฟัน ต้องอะไร ทำให้รู้สึกเหมือนอุปสรรคเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา อย่าไปคิดว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้ามาแล้วเราจะต้องเดือดร้อนกับมัน มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรา”
       นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ ได้กล่าวถึงเส้นทางเมื่อครั้งท่านจบปริญญาเอกว่า “อาจารย์ไม่ได้รู้สึกยินดีกับปริญญาเอกมากนัก เพราะรู้ว่าเส้นทางการเป็นนักวิจัย มันเต็มไปด้วยอุปสรรค และถึงแม้วันนี้อาจารย์จะได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ แต่ก็อาจารย์ก็ยังไม่รู้สึกว่าถึงที่สุด เพราะเส้นทางนี้ ยังมีการพัฒนาได้อีกมาก ยังมีขวากหนามและอุปสรรคที่ต้องเผชิญ อีกทั้งอาจารย์ยังมีความเชื่อมั่นว่า หากคนเรากลัวอุปสรรค หรือกลัวการล้มเหลว ก็คงไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อมีอุปสรรคเข้ามา ก็เพียงแก้ไป และก่อนจะลงมือทำอะไร ให้คิดเยอะๆ คิดในแง่ลบเพื่อลดโอกาสการผิดพลาด แต่ไม่ใช่เพื่อไม่กล้าลงมือทำ”

การดูแลสุขภาพ-ใจสำคัญเทียบเท่ากับงานวิจัย
       สำหรับอาจารย์ แม้งานวิจัยจะเป็นสิ่งที่สำคัญขนาดไหน แต่อีกสิ่งที่สำคัญควบคู่กันไป คือการรักษาสุขภาพของตัวอาจารย์ โดยการออกกำลังกายของอาจารย์นั้นจะมีอยู่ 2 ประเภท คือการวิ่ง ซึ่งสามารถทำได้ทุกวัน และการซ้อมมวยอาทิตย์ละสองครั้ง
       “งานวิจัยด้านเครื่องกลเป็นงานที่หนัก กว่าจะได้ผลออกมาก็ต้องใช้เวลา และเหนื่อย ดังนั้นหากร่างกายเราไม่พร้อม เราก็จะรันงานไม่ได้ ร่างกายสมบูรณ์ เราก็จะมีสติสัมปัชชัญญะที่แจ่มใส”
       นอกเหนือจากการรักษาสุขภาพกายแล้วนั้น สุขภาพใจ ก็เป็นอีกสิ่งที่ ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งเคล็ดลับรักษาสุขภาพใจของอาจารย์ คือการนั่งสมาธิอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30-40 นาที ซึ่งอาจารย์ให้ข้อคิดว่า ในการทำงาน เรามีความเครียด ทำให้จิตเราไม่ได้พักผ่อน หรือแม้แต่การนอนที่เราบอกเป็นการพักผ่อนเราก็ยังคงมีการหลับฝัน หากแต่การสงบใจ แม้ช่วงเวลาไม่นาน แต่จะสามารถฟื้นพลังกายใจ และรู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ตลอดเวลา

หน้าที่ของเด็กคือเล่น ไม่ใช่เรียน
       นอกเหนือจากความตั้งใจในการทำงานอย่างเต็มที่แล้ว ศาสตราจารย์ ดร.ฐานิตย์ ยังแสดงความห่วงใยกับระบบการเรียนรู้ของเด็กยุคนี้ด้วยว่า “ปัญหาส่วนหนึ่งในการสอนเด็กยุคใหม่ คือเขาชอบรูปแบบ Fast Food เขาชินกับอะไรที่เป็นสูตรลัด ทั้งนี้เกิดจากการที่ระบบการศึกษาที่บิดเบี้ยว และไม่เอื้อให้เด็กได้ใช้ความคิดวิเคราะห์ตั้งแต่ชั้นประถม เด็กประถมน่ะ มันต้องเล่น 70 เรียน 30 แต่ปัจจุบันเรียน 90 เล่น 10 ผมว่าไม่ใช่ สมองไม่ได้เปิดกันพอดี” 
       ความคิดเห็นส่วนตัวของอาจารย์ที่บ่งบอกถึงความห่วงใยเด็กรุ่นใหม่ เนื่องจากอาจารย์เล็งเห็นว่าปัจจุบัน เด็กส่วนมาก ถูกมุ่งเน้นไปที่การติว มากกว่าการบูรณาการความคิด ซึ่งการติวนั้น มักได้สูตรลัด หรือวิธีที่จะได้มาซึ่งคำตอบ โดยไม่ได้สนใจกระบวนการทางความคิด และการหวังพึ่งเทคโนโลยี หวังพึ่งทุกสิ่งยกเว้นตัวเขาเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดปัญหา เพราะเมื่อเขาเรียนจบไป จะไม่มีใครตามไปวิเคราะห์ให้เขา เพราะสุดท้ายเขาต้องเป็นคนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง 
       ด้วยเหตุนี้ ในชั้นเรียนของอาจารย์ อาจารย์จึงพยายามกระตุ้นนักศึกษาให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ ถึงแม้จะยาก แต่อาจารย์ไม่เคยย่อท้อ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้อาจารย์ทราบ ว่าแม้การแก้ปลายทางเป็นเรื่องที่ยาก แต่อาจารย์ก็ยังตั้งใจจะทำต่อไป เพื่อให้ลูกศิษย์ของอาจารย์สามารถบูรณาการองค์ความรู้ที่มี และการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์ของตัวเขาเองต่อไป...

<< ย้อนกลับ