MUT
FACULTY OF
INFORMATION SCIENCE AND
TECHNOLOGY

เกี่ยวกับเรา

ประวัติคณะวิทยาการเเละเทคโนโลยีสารสนเทศ

     คณะวิทยาการเเละเทคโนโลยีสารสนเทศ (Faculty of Information Science and Technology) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (Mahanakorn University of Technology) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2545 คณะฯมุ่งมั่นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งทางด้านทฤษฎีและทางด้านปฏิบัติในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อตอบสนองต่อการ พัฒนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทางคณะ IST ได้ปรับปรุงให้มีกระบวนการเรียน การสอนที่ดี ส่งเสริมให้คณาจารย์ดำเนินงานวิจัยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จัดเตรียมห้องปฏิบัติการที่มีอุปกรณ์และเครื่องมือที่ก้าวทันเทคโนโลยี อย่างเพียงพอ เนื้อหาของหลักสูตรมีการวางพื้นฐานความรู้ทางด้านเทคโนโลยี พื้นฐานที่สำคัญ ที่เกี่ยวข้องเนื้อหาของหลักสูตรจำเป็นมีการวางพื้นฐานความรู้ทางด้านเทคโนโลยี พื้นฐานที่สำคัญ ที่เกี่ยวข้องอันได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบโทรคมนาคม ระบบสารสนเทศ และ ระบบธุรกิจและการบริหารจัดการขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้หลักสูตรได้วางแนวทางให้บัณฑิตสามารถศึกษาในภาพรวมของเทคโนโลยี สารสนเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้ บัณฑิตที่จบไปประกอบวิชาชีพใน สาขาที่ตนเองถนัดสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว 

     นอกจากนี้ทางคณะฯ ยังได้รับการตรวจประเมินภายนอกประจำปีการศึกษา 2554 เมื่อวันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2555 อย่างเป็นทางการ จากสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) โดยได้รับคะแนนประเมินเฉลี่ยรวม 9 มาตรฐาน เท่ากับ 4.70 จากคะแนนเต็ม 5 อยู่ในระดับดีมาก เป็นอันดับ 1 ของทุกคณะในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ทุกวันนี้ทางคณะ IST ยังพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน หลักสูตร ตลอดจนอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อการผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ทั้งทางด้านทฤษฎีและทางด้านปฏิบัติ มีจริยธรรมและคุณธรรมที่ดีงาม เพื่อนำความรู้ออกไปรับใช้สังคมอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำเนียบคณบดีฯ
รายนามคณบดี คณะวิทยาการเเละเทคโนโลยีสารสนเทศ
จากอดีตถึงปัจจุบัน

สาสน์จากคณบดี
คณะวิทยาการและเทคโนโลยีสารสนเทศ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรพล ลีลาเกียรติสกุล
คณบดีคณะวิทยาการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT)

จากการขับเคลื่อนของรัฐบาล เพื่อให้ประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 ภายใน 5 ปีนี้ ประเทศไทยต้องการบุคลากรทางด้านไอที ทุกด้านและทุกระดับ หลายแสนคน ดังนั้นการเลือกเรียนทางด้านไอทีและสาขาที่เกี่ยวข้อง นอกจากจะเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่า มีโอกาสที่ดีมากเมื่อจบการศึกษาแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย

คณะวิทยาการและเทคโนโลยีสารสนเทศ เอง เรามีหลักสูตร ระดับปริญญาตรี 3 หลักสูตร โดยมีจุดประสงค์สร้างบุคลากรที่รองรับตลาดแรงงานทางด้านไอทีที่กำลังขาดแคลนเป็นอย่างมาก คือ

1 หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ เน้นให้นักศึกษาสามารถ สร้างระบบไอทีต่างๆเช่น Mobile Application, Web Application, IoT เป็นต้น

2 หลักสูตรเทคโนโลยีมัลติมีเดียและแอนิเมชั่น เน้นให้นักศึกษาสามารถ ทำงานด้าน Graphic 2D/3D, Animation รวมถึงการพัฒนาสื่อดิจิตอลในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

3 หลักสูตรวิศวกรรมเครือข่ายและความมั่นคง เน้นให้นักศึกษาสามารถเป็นผู้ดูแลระบบเครือข่ายในองค์กรต่างๆ รวมถึงการเป็น Security Analyst ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างสูงในตลาดแรงงาน

ระดับปริญญาโท 2 หลักสูตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อต่อยอดให้กับบุคคลที่ทำงานแล้ว ให้มีศักยภาพสูงขึ้น คือ

1 หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ เน้นเพิ่มความเชี่ยวชาญทางด้าน Data Analytics, IT Management และ Modern Technology เช่น Cloud, Big data, IoT เป็นต้น

2 หลักสูตรวิศวกรรมเครือข่ายและความมั่นคงสารสนเทศ เน้นเพิ่มความเชี่ยวชาญทางด้าน Enterprise Network และ Cyber Security เป็นต้น

และระดับปริญญาเอก 1 หลักสูตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนางานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระดับนานาชาติ

นอกจากนั้นทางคณะวิทยาการและเทคโนโลยีสารสนเทศ เอง ได้เริ่มดำเนินโครงการ “บัณฑิตพร้อมใช้” โดยได้ทำความร่วมมือกับ 4 บริษัทเอกชน ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 1 หน่วยงานรัฐบาล (สำนักงานส่งเสริมการเรียนวิทยาศาสตร์,สสวท) เพื่อให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์การทำงานจริง เสริมความรู้ที่ไม่ได้มีการสอนในหลักสูตร เพื่อที่ว่าเมื่อจบการศึกษาแล้ว บัณฑิตจะมีความสามารถที่ดีเพียงพอที่จะทำงานกับบริษัทต่างๆ ได้ทันที

สุดท้าย อยากฝากพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือ นักเรียน นักศึกษาที่สนใจ ให้ทราบว่า การเลือกเรียนในสาขาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น มีจุดเด่นที่สำคัญมากกว่าสาขาอื่นๆ เพราะนอกจากจะหางานได้ง่ายแล้ว ยังสามารถใช้ความสามารถในการหารายได้เพิ่มเติม หรือ เป็น Startup ทางด้านเทคโนโลยีได้ไม่ยาก และที่สำคัญที่สุดทุกคนในสายงานนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศไทย ในอนาคตต่อไป