MUT
FACULTY OF
ENGINEERING

เกี่ยวกับเรา

ประวัติคณะวิศวกรรมศาสตร์

"มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร" (มทม.) หรือ "Mahanakorn University of Technology" (MUT) ได้รับอนุมัติจากทบวงมหาวิทยาลัย (ปัจจุบันคือ ”สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา” หรือ สกอ.) ให้จัดตั้งขึ้นในนามของ "วิทยาลัยมหานคร" เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓ บนเนื้อที่ ๕๖ ไร่ (ปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ ๑๐๐ ไร่) ติดกับแนวถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร โดยระยะแรกเปิดดำเนินการสอนเพียงหนึ่งคณะวิชา คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์


ความดำริในการจัดตั้ง "มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร" เป็นผลสืบเนื่องจากแนวความคิดพื้นฐาน ๒ ประการ คือ

  1. การขาดแคลนบุคลากรการขาดแคลนบุคลากรผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกร ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ การขาดแคลนวิศวกรมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตซึ่งเป็นสภาวะที่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐบาลไม่สามารถผลิตวิศวกรเพื่อสนองความต้องการได้
  2. ความต้องการที่จะผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถที่เต็มศักยภาพเพื่อประโยชน์แก่ตนเองและประเทศชาติ   ความสามารถดังกล่าวจะสามารถสั่งสมจากการศึกษาและการฝึกปฏิบัติให้มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งในวิทยากรสมัยใหม่ ตลอดจนมีความรู้และทักษะด้านปฏิบัติการจากการฝึกหัดการทดลองและการแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่เป็นจริง

     นับแต่เริ่มดำเนินการสอนตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๓๓ เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครได้มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการและการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เปิดดำเนินการสอนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทั้งระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี โดยมีการปรับปรุงหลักสูตรเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความทันสมัย ก้าวทันเทคโนโลยี มีอาจารย์ประจำที่มีความสามารถจำนวนมาก โดยมีสัดส่วนเป็นอาจารย์ในระดับปริญญาเอกประมาณ ๔๐% และระดับปริญญาโท ๕๕% ที่จะคอยดูแลเอาใจใส่นักศึกษาเป็นอย่างดี มีเครื่องมือและห้องปฏิบัติการมากมายและทันสมัย มีโปรแกรมสำเร็จรูปช่วยในการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมศาสตร์มากมาย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างแท้จริง

ทำเนียบคณบดีฯ
รายนามคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์
จากอดีตถึงปัจจุบัน

สาสน์จากคณบดี
คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม
คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT)

ปัจจุบัน สังคมไทยก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ทั้งภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันสูง การเข้าถึงแหล่งปริมาณข้อมูลมหาศาลบนโลกออนไลน์มากขึ้น ส่งผลต่อพฤติกรรม ความคิด และทัศนคติของเยาวชน นักเรียน นักศึกษา เปลี่ยนไป รวมทั้งการประกาศนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ตั้งเป้าหมายให้ไทยก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูง โดยใช้นวัตกรรมเสริมคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ...

การศึกษา...จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ นักศึกษายุคใหม่ไม่ได้มีความสนใจด้านเดียว ไลฟ์สไตล์ก็ไม่ได้อยู่ที่จอเพียงจอเดียวอีกต่อไป ดังนั้น วิศวกรที่จบออกไปจาก MUT จะต้องมีแง่มุมใหม่

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร “เราใส่ Soft Skill เข้าไป เพื่อให้นักศึกษามี Creativity มีความคิดสร้างสรรค์ ที่นอกเหนือจากวิชาการที่เรียน, Communication สามารถสื่อสาร และเสริมทักษะในด้านการตลาดเข้าไปด้วย และต้องมี Team Work คือการทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ One Man Show เช่นอดีต ซึ่ง Soft Skill ดังกล่าวจะถูกสอดแทรกในวิชาที่เรียน เช่น ในวิชาของคณะวิศวกรรมศาสตร์จะมีการออกมาพูดหน้าห้อง มีการนำเสนองานที่เป็นรูปแบบของงานบริหารหรือการตลาดมากขึ้น และจะเป็นเช่นนี้ในทุกวิชาที่เรียน"

สำหรับหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและไทยแลนด์4.0 MUT พัฒนาหลักสูตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

กลุ่มที่ 1 วิศวกรควบคุม ได้แก่ วิศวกรรมไฟฟ้ากำลัง, วิศวกรรมโยธา, วิศวกรรมอุตสาหการ, วิศวกรรมเครื่องกล,วิศวกรรมเคมี และวิศวกรรมโทรคมนาคม

กลุ่มที่ 2 สถาบันนวัตกรรมมหานคร ได้แก่ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์, วิศวกรรมโลจิสติกส์, วิศวกรรมระบบวัดคุม, วิศวกรรมเมคาทรอนิกส์, วิศวกรรมสารสนเทศและการสื่อสารสาหรับเศรษฐกิจดิจิทัล, การจัดการนวัตกรรมและธุรกิจ และหลักสูตร 2 ภาษาด้านวิศวกรรม สำหรับหลักสูตร 2 ภาษานี้ ได้พัฒนาหลักสูตรร่วมกับ The University of Sheffield, Oxford Brookes University ประเทศอังกฤษ และ University of Ulsan ประเทศเกาหลีใต้

ด้านการลงทุนในปีนี้เราลงทุนรีโนเวตอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2560 บนพื้นที่รวม 10,000 ตร.ม. ใช้งบประมาณสูงถึง 65 ล้านบาท และใช้ระบบแล็บทดลองรวม แต่ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการศึกษา จะไม่มีการเพิ่มแต่อย่างใด โดยรูปแบบดังกล่าวยังช่วยในการลดต้นทุนแก่ทางมหาวิทยาลัยอีกด้วย เพราะสามารถรันแล็บให้ใช้งานได้ตลอด24ชั่วโมง และนักศึกษาจะได้ใช้แล็บที่ทันสมัย โดยไม่ต้องไปเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่เมื่อออกสู่การทำงานจริง

สุดท้าย...การพัฒนาระบบการศึกษาไทยเพื่อก้าวสู่ยุค 4.0 ได้อย่างยั่งยืนนั้น จะต้องมีการเชื่อมโยงและผสมผสานกันในหลายมิติ ทั้งด้านนโยบายการศึกษาจากภาครัฐ ด้านความร่วมมือและสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาทั้งรัฐและเอกชน ด้านการพัฒนาบุคลากร ครู ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกลจักรหลักแห่งการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ให้ทันต่อยุคสมัยและสอดคล้องตลาดแรงงาน อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศ ผลิตบุคลากรได้อย่างมีคุณภาพ ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต